おくりびと: The departures
posted on 10 Aug 2009 21:25 by krabirainam
“ความตาย”
เป็นความพึงพอใจรูปแบบหนึ่งสำหรับมนุษย์บางคน
อย่างน้อยคนบางคนก็อยากตายเพราะเขาคิดว่าตัวเองไม่มีประโยชน์ต่อโลกแล้ว
แต่สำหรับมนุษย์อีกหลายคน “ความตาย” เป็นความจริงที่พวกเขาอยากหลีกหนีมันไปให้พ้น
ผมไม่รู้ว่ามนุษย์โลกอย่างเรามองเห็นความตายเหมือนกันหรือเปล่า
แต่สำหรับผม ผมคิดว่า “ความตาย” เป็นความจริงรูปแบบหนึ่งที่เราไม่สามารถหลีกหนีมันไปได้พ้น
มนุษย์ตายไปหลงเหลือไว้เพียงเถ้ากระดูก
และสุดท้ายเราก็ต้องเดินทางกลับสู่ผืนดินที่เป็นแม่เหมือนกัน
ในเมื่อสิ่งมีชีวิตอย่างเรา เกิดมาจากผืนแผ่นดินเดียวกัน
มีคนเคยบอกว่า “ตายไปเราก็เอาอะไรไปไม่ได้”
และมีคนเคยบอกไว้อีกว่า “คนตายไม่มีใครจดจำ ถ้าหากเขาไม่หลงเหลือสิ่งดีดีไว้ให้กับโลก”
ผมไม่รู้เหมือนกันว่าสิ่งที่พวกเขาพูดนั้นมันเป็นความจริงหรือเปล่า
ในเมื่อมนุษย์ทุกคนย่อมมีค่าต่อความเป็นไปของโลกนี้เสมอ
ถึงแม้ว่าวันที่เราตาย เราอาจจะเป็นเพียงส่วนที่เล็กที่สุด
เมื่อเปรียบเทียบกับความกว้างใหญ่ไพศาลของโลกนี้
แต่ผมก็ยังเชื่อว่า เรายังมีค่าต่อมนุษย์สักคนเสมอ
อย่างน้อยที่สุดก็ครอบครัวของเรา เพื่อนของเรา หรือแม้กระทั่งคนรักของเรา
สิ่งหนึ่งที่ผมเชื่อ ผมเชื่อว่า มนุษย์อย่างเราตายไปคนเดียว แต่ไม่ได้ร้องไห้คนเดียว
ยังมีคนอีกหลายคนที่ร้องไห้ และโศกเศร้าเสียใจกับการจากไปของเรา
ว่ากันว่าตอนมีชีวิตอยู่ เราเลือกเองว่าเราอยากมีบ้านแบบไหน
อยากได้รถสีอะไร อยากไปเที่ยวที่ไหน ทุกอย่างเราเป็นคนเลือกและตัดสินใจ
แต่หลังจากที่เราตายไป คนแปลกหน้าเป็นคนตัดสินให้เรา
แม้กระทั่งงานศพหรือโลงศพของเราเอง
มนุษย์ไม่ว่าจะเกิดมายากดีมีจน สุดท้ายเราก็ต้องลงไปนอนในพื้นที่แคบๆ เหมือนกัน
คิดถึงความตาย
ผมก็คิดถึงหนังญี่ปุ่นเรื่องนึงที่ผมได้ดูเมื่อต้นปีที่ผ่านมาที่พูดถึงเรื่องความตายเหมือนกัน
และหนังเรื่องนี้เป็นหนังที่ผมอยากดูมากในรอบปี 2009
ผมไม่รู้ว่าผมจะสามารถเรียกหนังเรื่องนี้ว่าหนังญี่ปุ่นที่ดีที่สุดในชีวิตของผมหรือเปล่า
แต่ “โอะคุริบิโตะ” ที่ผมได้สัมผัส มันบอกอะไรผมหลายอย่าง
อย่างน้อยมันก็ทำให้ผมรู้สึกได้ว่าความตายคงไม่ใช่ความพึงพอใจของเราฝ่ายเดียวแล้วล่ะ
ในเมื่อความตายของเรา ก็เป็นความโศกเศร้าของคนที่ยืนอยู่เบื้องหลังด้วย
นั่นมันทำให้ผมรู้สึกว่า “ความตาย” มันไม่ใช่เรื่องของเราคนเดียว
“โอะคุริบิโตะ” ผมไม่รู้เหมือนกันว่าถ้าหากจะต้องแปลเป็นภาษาไทยควรจะแปลว่าอะไรดี
สำหรับผม ผมคิดว่า “โอะคุริบิโตะ” น่าจะหมายความถึงใครสักคนที่ทำหน้าที่ส่งคนตายไปยังโลกหน้า
และโอะคุริบิโตะในเรื่องนี้ ผมว่าคงจะหมายถึงผู้ที่ทำหน้าที่ทำพิธีศพและส่งวิญญาณพวกเขาเหล่านั้น
ว่ากันว่า “ความตาย” สำหรับมนุษย์บางคนมันเป็นเรื่องน่ารังเกียจ
เพราะสิ่งมีชีวิตที่ตายแล้ว เน่าเหม็น พวกเขามองเห็นเป็นเพียงสิ่งไร้ค่าไร้ราคา
ตราบใดก็ตามที่มนุษย์ที่ตายที่ตรงหน้านั้น ไม่ใช่ญาติพี่น้องหรือคนรู้จักของเขา
เมื่อก่อนผมเคยคิดว่า “พิธีกรรม” มันก็เป็นเพียงสิ่งสมมติรูปแบบหนึ่ง
แต่หลังจากที่ผมดูหนังเรื่องนี้จบลง
ผมรู้สึกว่า “พิธีกรรม” บางอย่าง มันเป็นมากกว่าสิ่งที่มนุษย์สมมติขึ้น
ในเมื่อมันมีค่าต่อหัวใจเรา หรืออย่างน้อยที่สุดมันแสดงให้เห็นถึงการระลึกถึงการมีอยู่ของกันและกัน
นอกจากนี้หนังยังทำให้ผมยังรู้สึกได้ว่าความตายมันเป็นเรื่องสวยงาม
ผมชอบหลายประโยคในหนังเรื่องนี้
อย่างน้อยมันทำให้ผมรู้สึกว่า ความตายมันไม่ใช่ความจริงที่น่ารังเกียจสำหรับผมอีกต่อไป
อย่างน้อยมันทำให้ผมรู้สึกว่า “ความตาย” มันก็เป็นแค่ประตู อย่างที่ในหนังได้บอกไว้
แล้วเราจะได้พบกันใหม่ หลังจากที่ผ่านพ้นประตูความตายนี้ไปแล้ว
และเราทุกคนก็ต้องผ่านประตูนี้ไป ก่อนที่จะได้พบกันใหม่อีกครั้ง
เมื่อก่อนผมเคยรู้สึกว่าความตายพรากเอาคนที่เรารักจากไป
แต่ในตอนนี้ผมเชื่อว่าความรักที่เรามีให้กันมันยังคงอยู่
และความตายมันคงเป็นรูปแบบการจากลาแบบหนึ่งเท่านั้นเอง
บางคนใช้ “พิธีกรรม” เพื่อถ่ายทอดความรู้สึกของพวกเขา
ผ่านพิธีกรรม ส่งผ่านความรู้สึกไปยังผู้ตาย
นอกจากนี้ผมยังพบว่า
สิ่งที่เราเฝ้ารังเกียจ เพราะเรามองเห็นมันเพียงแค่ภายนอก
ทั้งๆ ที่เรายังไม่ได้ลองเข้าไปสัมผัส แต่เราก็ตัดสินมันไปจากรูปลักษณ์ภายนอกที่มองเห็น
ผมว่าไม่ว่าจะเป็นความตายหรือผู้ส่งวิญญาณ
ทุกอย่างมันมีหน้าที่ของมันเสมอ
อย่างน้อยความตายก็ทำให้เรารู้สึกเห็นค่าของการมีชีวิตอยู่
และพิธีกรรมก็ทำให้เรารู้สึกระลึกถึงการมีอยู่ และความดีของกันและกัน
ผมไม่รู้ว่าถ้าวันหนึ่งที่ผมต้องตายไปจริงๆ
คนที่อยู่หน้าศพผม หรือกำลังอยู่ในงานศพผมเขาจะรู้สึกเช่นไร
แต่วันนี้ผมว่าถึงแม้ว่าเขาหรือผมจะเป็นทุกข์เพราะการจากลาบ้าง
แต่อย่างน้อยก็ยังรู้สึกอุ่นใจได้ว่ายังมีคนที่คอยระลึกถึงกัน
สุดท้ายนี้
ผมอยากจะบอกว่า ผมไม่เคยเสียน้ำตากับการดูหนังมากมายขนาดนี้
และผมเพิ่งรู้ว่าเวลาดูหนังในภาษาหนังแล้วมันจะกินใจมาก
อย่างน้อยผมรู้สึกว่าการที่ผมฟังภาษาญี่ปุ่นเข้าใจบ้าง มันทำให้ผมอินจัด
เพราะคำบางคำผมยังไม่รู้เลยว่าถ้าจะให้แปลเป็นภาษาไทยมันควรแปลว่าอะไรดี
วันนี้ผมยังไม่กล้าบอกว่านี่คือหนังญี่ปุ่นที่ดีที่สุดในชีวิต
แต่ผมกล้าบอกว่านี่คือหนังที่ผมคงไม่สามารถลืมได้
อย่างน้อยในวินาทีที่ผมต้องตายไปจริงๆ ผมอาจจะระลึกถึงมันขึ้นมาก็ได้
บทความนี้เป็นบทความเดียวกันกับบล็อก
http://future7.exteen.com