Battle Royale
posted on 22 Dec 2006 00:32 by krabirainam in Movies
เมื่อวันที่สังคมโลกเสื่อมทรามลง ในวันที่ผู้คนหันมาเข่นฆ่ากันเอง
คุณเคยจินตนาการถึงภาพการเกิดสงครามทั่วโลกมาก่อนมั้ย?
ภาพที่ผู้คนเข่นฆ่ากัน ทำร้ายกันโดยไร้ซึ่งความปรานี
ภาพเหล่านั้น ไม่มีมนุษย์คนไหนปรารถจะให้มี แต่แล้ววันนึงมันอาจจะเกิดขึ้น
ด้วยน้ำมือสิ่งมีชีวิตที่เรียกตัวเองว่า "มนุษย์" ก็เป็นได้
เรื่องราวที่ผมจะเล่าต่อจากนี้ เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการเข่นฆ่ากันล้วนๆ
ฆ่ากันสารพัดวิธี สรรหาวิธีมาฆ่ากันหลายรูปแบบ
เรื่องราวเกิดขึ้นในสมัยที่สังคงญี่ปุ่นเสื่อมลงอย่างหนักทางด้านจิตใจ
ดูเหมือนกับว่าไม่มีวิธีทางไหนจะเยียวยาสังคมได้
นักเรียนหมดศรัทธาในครู และมนุษย์หมดศรัทธากันและกัน
มีการใช้ความรุนแรงในโรงเรียนอย่างแพร่หลาย
รัฐบาลตัดสินใจตั้งโครงการพิเศษขึ้นมา พวกเขาเรียกโครงการนั่นว่า
"Battle Royale"
จะเลือกสุ่มนักเรียนม.ต้นจำนวนหนึ่งห้องเพื่อเข้าร่วมเกมส์ชีวิตนี้
พวกเขาคิดว่าโครงการนี่จะเป็นการเชือดไก่ให้ลิงดู หมายถึงเหล่าวัยรุ่นนั่นเอง
การสุ่มเลือก ไม่มีใครรู้มาก่อนว่าจะถูกเลือกตอนไหน
และผู้ที่ถูกเลือก ทางเดียวที่ต้องทำ "คือการเข้าร่วมเกมส์แห่งการฆ่านี้"
กฏของเกมส์นี้มีอยู่เพียงข้อเดียว ใครเอาชีวิตรอด ผู้นั้นคือผู้ชนะ
ความจริงแล้วหนังเรื่องนี้ติดเรทหนักพอสมควร
แต่เมื่อหลายปีที่แล้วก็มีหลุดมาฉายที่บ้านเรานะครับ
ผมไม่ได้มองว่ามันโหดร้ายที่เข่นฆ่ากัน เลือดสาดกันทั้งเรื่อง
ถึงเรื่องจะดูเหมือนกับว่ามีแต่เรื่องแอคชั่นล้วนๆ ไม่มีสาระ
แต่ในเรื่องนี้กลับแฝงข้อคิด ตลกร้าย บางอย่างเอาไว้อย่างแยบคาย
เรื่องราวเริ่มขึ้นเมื่อพวกเขาถูกเลือกให้มาเพื่อฆ่ากัน
แต่ในบรรยากาศการไล่ล่านั้น เรากลับได้พบหลายแง่มุม
บางคนที่เป็นเพื่อนรักกัน แต่ในที่สุดเมื่อจำเป็นต้องเอาตัวรอด
คำว่าเพื่อน ความเชื่อใจที่มีให้กันมันกลับหดหาย
มนุษย์เกิดมาเพื่อจะเอาตัวรอด แต่ไม่ใช่เพื่อชีวิตอยู่เพียงลำพัง
พวกเขาเลือกที่จะลดความเชื่อใจ แล้วหันกลับมาฆ่ากันเอง
แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด เหมือนเป็นการจำลองสังคมมนุษย์
เป็นแบบจำลองขนาดเล็ก คือหนึ่งห้องเรียน ๔๒ คน
มีคนทุกประเภทในห้องนี้ เห็นแก่ตัว รักเพื่อน
คนสองหน้า คนดีในคราบคนชั่ว คนขี้ขลาด คนเกิดมาเพื่อเอาชนะ
บางคนไม่รู้ว่าตัวเองเกิดมาเพื่ออะไร สิ่งเดียวที่เขารู้
ในชีวิตนี้ไม่อยากจะต้องเป็นคนขี้แพ้
และทางเดียวที่จะไม่แพ้คือการฆ่าคนทั้งหมดนั้นเพื่อเอาตัวรอด
แต่มนุษย์ก็มีวิธีที่จะเอาตัวรอดกันหลายรูปแบบ
บางคนอยู่คนเดียว แล้วฆ่าคนอื่นเพื่อจะให้ตัวเองรอด
อีกบางกลุ่ม รวมตัวกันเพื่อผนึกกำลังเพื่อจับมือรอดไปด้วยกัน
บางคนยอมตายพร้อมกัน เพราะไม่อยากจะเข่นฆ่าใคร
มีอีกกลุ่มที่ยอมยึดมั่นอุดมการณ์ไม่ฆ่าใคร แต่กลับเป็นคนที่ถูกฆ่า
หลายคนเกิดมาเพื่อจะเป็นเพื่อนกันอย่างแท้จริง
พวกเขาไม่เคยลดความเชื่อใจที่มอบให้กัน จนวินาทีสุดท้าย
ผมเห็นหลายภาพในหนังที่พวกเขากอดคอยอมตายพร้อมกัน
แต่ในอีกมุมหนึ่งเพื่อนที่บอกว่าจะเป็นเพื่อนกันตลอดไป
กลับใช้อาวุธทุกอย่างเพื่อเข้าประหัสประหารกันให้ตายไปข้างก็มี
หลายครั้งบางภาพมันเป็นภาพที่สะเทือนใจในความรู้สึก
ความรักทำให้เราสามารถทำทุกอย่างได้จริงๆ
ผู้ชายคนหนึ่ง เขาเดินตามหาเพื่อนผู้หญิงที่แอบชอบมานาน
เพื่อจะปกป้องเธอ แต่ในวินาทีสุดท้ายเขากลับถูกเธอฆ่าเสียเอง
โลกเรามันไม่มีอะไรจีรังแน่นอน เพื่อนที่วันหนึ่งเคยเป็นเพื่อน
ไม่นานนักจากมิตรอาจจะแปลงสภาพกลับกลายเป็นศัตรูวันนึงก็เป็นได้
สิ่งสำคัญกว่าอะไรทั้งหมดที่หนังเรื่องนี้พยายามจะบอก
ผมว่ามันคือความเชื่อใจ เราเชื่อใจในเพื่อนหรือคนรักเรามากแค่ไหนกัน
นี่มันเป็นบทพิสูจน์ที่ชัดเจนมากกว่าคำพูดร้อยพันที่พูดออกมาเสียอีก
ความจริงที่อยู่ข้างในนั่นเอง ที่จะบอกความจริงทุกสิ่ง
และการมีชีวิตอยู่ความหมายมันคืออะไรกันแน่
ในบางช่วงบางตอนของเรื่อง ทอดให้เราคิดเอาเองว่านี่มันหมายความว่าอะไร
และเราควรจะดำเนินมันต่อไปยังไงกัน
สิ่งหนึ่งที่ดูจะเชื่อมมนุษย์เข้าด้วยกันได้มากที่สุด
มันอาจจะเป็นความรัก ความเชื่อใจ และความศรัทธา
ถ้าในวันที่เราต้องพบกับปัญหา ถ้าเราจับมือกันไป
ผมว่าเราจะสามารถรอดไปด้วยกันได้ ผ่านมันไปได้
และนี่คือตัวอย่างสังคมเล็กๆ ที่ผู้คนไม่ศรัทธาในความรัก
พวกเขาไม่ศรัทธาในความเชื่อ สุดท้ายแล้วทุกคนก็ต้องตายไป
มีคำพูดนึงที่ผมชอบมากที่สุดในเรื่องนี้
"การที่เราได้พบเพื่อนแท้ ช่างเป็นเรื่องที่โชคดี"
ไม่ว่าจะด้วยอะไรก็ตามผมเชื่อนะ เราจะผ่านเรื่องเลวร้ายเหล่านี้ไปได้
ถ้าเราเชื่อใจกัน และความเชื่อเปลี่ยนแปลงอนาคตได้
สุดท้ายนี้เราอาจจะไม่จำเป็นต้องถืออาวุธเข้าเข่นฆ่ากัน
เพียงแค่เรามีความรักและมีความศรัทธาในความเชื่อ
แล้ววันหนึ่งโลกที่มืดมนนี้จะสดใสได้อีกครั้งก็เพราะความรัก
มามอบความรักให้กันเถอะนะ เพื่อโลกที่สวยงามของเรา