NANA บนเส้นทางสายความฝัน
posted on 17 Feb 2007 14:22 by krabirainam in Moviesถ้าวันนึง เราต้องออกเดินทางตามหาความฝัน
และในขณะเดียวกัน เราก็ต้องเผชิญหน้ากับความจริงบางอย่าง
เราควรจะเลือกจัดการกับเรื่องเหล่านั้นยังไงกัน
ความจริงแล้วผมได้ดูหนังเรื่องนี้มานานมากแล้ว
แต่ไม่มีโอกาสเขียนถึงสักที อยากจะเขียนเล่าถึงความรู้สึกที่ได้ดูหนังเรื่องนี้
ยังจำได้ตอนที่ผมไปดูคราวนั้นที่โรงหนังลิโด้
ผู้คนเต็มโรง ทุกคนมาดูเรื่องนี้โดยส่วนใหญ่ รู้จักนานะ
ผมไม่รู้ว่านานะคือการ์ตูน และไม่รู้ว่าเรื่องราวมันเป็นยังไงแน่
ฉะนั้นความสัมพันธ์ของผมกับสาวนานะทั้งสองจึงเรียกได้ว่าเป็นศูนย์
เพราะเราไม่เคยรู้จักมักจี่กันมาก่อน แม้แต่ชื่อของพวกเธอ
ผมจำไม่ได้แน่ชัดนักว่า วันนั้นผมเลือกซื้อตั๋วเข้าไปดูนานะเพราะอะไรกัน
เรื่องราวมันจะเป็นยังไงกันผมก็ไม่รู้ นั่นทำให้ผมไม่ได้คาดหวังอะไรเลย
ตั้งแต่วินาทีแรกที่ได้รู้จักโลกของพวกเธอสองคน
ผมไม่รู้จะใช้คำไหนทดแทนได้นอกจากคำว่า "งดงาม"
งดงามในความรู้สึก ถึงแม้ว่าจะเป็นเพศไหนๆ เราก็รู้สึกได้เช่นกัน
เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นเมื่อ...
สาวนานะคนแรกเธอเดินทางไปโตเกียวเพื่อตามหาความฝัน
แต่สาวนานะอีกคนเธอเดินทางไปโตเกียวเพื่อตามหาความรัก
คนสองคนมีจุดประสงค์การเดินทางไปโตเกียวต่างกัน
แต่ในขบวนรถไฟชินกังเซนวันนั้น ทำให้เธอสองคนได้รู้จักโลกของกันและกัน
มันเป็นความบังเอิญ มากกว่าความบังเอิญใดใดทั้งสิ้น
เธอสองคนมีชื่อเดียวกัน และมีความสัมพันธ์บางอย่างต่อกันอย่างน่าเหลือเชื่อ
บางทีการพบกันของมนุษย์อาจจะเรียกได้อยู่สองอย่าง
อย่างแรก เราเรียกมันว่า "ความบังเอิญ" คือการพบกันอย่างไม่ตั้งใจ
อย่างที่สอง เราเรียกว่า "พรหมลิขิต" คือการพบใครสักคนโดยคนเบื้องบนกำหนดไว้
หลายครั้งที่เราก็ต้องพบเจอกับสิ่งที่ว่านี่ จะด้วยความตั้งใจหรือไม่ก็ตาม
การเดินทางของสาวนานะ สาวพังก์ที่เดินทางมาตามหาความฝัน
เส้นทางสายดนตรีของเธอเกิดขึ้นเพราะการได้พบใครคนหนึ่ง
แต่การตัดสินใจเดินตามทางสายนี้ เธอไม่ได้ตัดสินใจเลือกมาเพราะเขาคนนั้น
มันเป็นสิ่งที่เธอค้นพบ และอยากจะลงมือทำมันจริงๆ จังๆ
ต่างกับสาวนานะอีกคน เธอไม่มีจุดหมาย และเป้าหมายที่แน่ชัด
เธอรู้เพียงแต่ว่าการเดินทางมาโตเกียว เธอมาเพื่อความรักของเธอ
บางคนเดินทางเพื่อตามหาความรัก และบางคนก็เดินทางตามหาความฝัน
สาวนานะทั้งสองบังเอิญเจอกันอีกครั้ง ได้จับพลัดจับผลูมาอยู่ด้วยกัน
ความต่างกันแบบนี้ แต่กลับมีความเหมือนบางอย่างที่แอบซ่อนอยู่
มันคือการเติมเต็มในสิ่งที่ไม่มีของกันและกัน เรียกว่าเป็นส่วนผสมที่ลงตัว
ก็อย่างที่เรารู้กันนั่นล่ะ ใครก็ตามที่วิ่งตามความรัก ความรักมักบินหนี
เหมือนกับสาวหวานนานะ เธอวิ่งไล่ตามความรักมาตลอดเวลา
แต่ความรักที่เธอวาดฝันกลับพังทลายไปตรงหน้า เพียงเพราะมันอยากจะบินหนี
ความรักมันเป็นเรื่องเข้าใจยากมากยิ่งกว่าความฝันซะอีก
สาวหวานนานะเธอต้องพบกับความผิดหวัง แต่ภายใต้ความผิดหวังมันกลับทำให้เธอรู้สึกตัว
รู้สึกตัวได้ว่า นอกจากความรักแล้ว เธอยังมีความฝันอื่นๆ ให้ตามหาอีก

ต่างจากสาวพังก์นานะโดยสิ้นเชิง เธอพยายามวิ่งหนีจากความรัก
เพียงเพราะความรักมันทำให้เธอต้องพบกับความเจ็บปวดบางอย่าง
ในวินาทีนึงที่เธอจำเป็นต้องเลือกระหว่างความรัก และความฝัน
วินาทีนั้นเธอตัดสินใจก้าวลงจากรถไฟ เพื่อเลือกความฝันของเธอ
เธอยอมปล่อยความรักอย่างหนุ่มนั่นให้เดินจากเธอไป
แต่ใครจะเชื่อล่ะว่าความบังเอิญเนี่ยมันมักเล่นตลกกับชีวิตเราอยู่เสมอ
ตั้งแต่วินาทีแรกด้วยความบังเอิญที่ผมตกไปอยู่ในโลกของเธอสองคน
ผมกลับรู้สึกรักโลกของพวกเธอเข้าอย่างจังจริงๆ
บางทีการที่ชีวิตเราต้องพบกับความบังเอิญมากมาย
มันก็ทำให้เราเรียนรู้ประสบการณ์บางอย่างได้จากความบังเอิญนั้น
บางครั้งสิ่งที่เราไม่คาดหวังว่าจะทำได้ แต่บางทีมันก็เป็นไปได้อย่างน่าเหลือเชื่อ
และในขนาดเดียวกันสิ่งที่เราคาดหวังว่าได้ อาจจะหลุดมือไปซะดื้อๆ ได้เหมือนกัน
อย่างน้อยสิ่งที่ผมได้มากมายจากหนังเรื่องนี้ก็คือ ความสุข
ผมเดินทางพบความสุขของพวกเธอเข้าโดยบังเอิญ
และในขณะเดียวกัน ความบังเอิญนั้นมันก็ทำให้ผมคิดอะไรออกตั้งหลายอย่าง
อย่างน้อยที่สุด มันก็ทำให้ผมรู้สึกได้ว่า ชีวิตมนุษย์มันมีอีกหลายอย่างให้เลือกทำ
ผิดหวังจากอย่างแรก เราก็สามารถเดินไปตามทางที่สอง สามได้
ชีวิตมนุษย์ ไม่มีอะไรแน่นอนตายตัวนัก และความรักก็ไม่อยู่กับเราตลอดไป
การเรียนรู้จากสิ่งที่ผิดพลาด เพื่อแก้ไขไม่ให้เหยียบซ้ำรอยเดิมเป็นเรื่องที่ดี
แต่ใครจะรู้ว่าบางทีการได้เหยียบซ้ำรอยเดิมบ่อยๆ ก็ดีเหมือนกัน
เพราะเราจะได้รู้ว่าความรู้สึกนั้นมันเป็นยังไง และเข้าใจมันอย่างชัดเจน
มนุษย์อย่างเราๆ มีหลายประเภทด้วยกัน บางคนชอบเจออะไรซ้ำๆ
บางคนชอบเดินหนี แต่บางคนกลับชอบเรียนรู้เพื่อเข้าใจและปรับเปลี่ยน
สองสาวนานะ เป็นตัวอย่างที่ดีในหลายเรื่อง
อย่างน้อยที่สุดพวกเธอก็ทำให้ผมเชื่อได้ว่า ถ้าเรามีความเชื่อ ไม่ต้องกลัวอะไร
แค่เชื่อว่าได้ แล้วลงมือทำ ความฝันที่ดูไกลแสนไกลอาจจะใกล้เพียงนิดเดียว
หลายครั้งที่เราก็ไม่รู้หรอกว่าเราเกิดมาเพื่ออะไร
แต่อยากให้รู้ว่าหน้าที่ของมนุษย์นอกจากเกิดมาเพื่อมีชีวิต
บางทีเราอาจจะเกิดมาเพื่อรังสรรค์ความสุขให้กับผู้คนบนโลกด้วยก็เป็นได้
เส้นทางเดินของสองสาวนานะ คงไม่ได้เริ่มต้นและจบลงเพียงเท่านี้
เพราะนี่มันเป็นเพียงส่วนเสี้ยวเดียวของชีวิตพวกเธอ
และพวกเราก็คงเช่นกัน ชีวิตมันคงไม่ได้จบเพียงเพราะเรื่องดีหรือเรื่องร้าย
การมีชีวิตอยู่บางทีอาจจะหมายถึง ความบังเอิญ
ความบังเอิญที่ว่าผมหมายถึง เราอาจจะบังเอิญเจอเรื่องดี เรื่องร้าย
นั่นเป็นสิ่งที่เราเลือกไม่ได้ นอกจากยอมรับและเดินหน้าต่อสู้กับมันไป
แม้ว่าจะมองไม่เห็นเส้นทางข้างหน้า อย่างน้อยการได้ลงมือทำอะไรสักอย่าง
มันก็ทำให้เรารู้สึกได้ว่า เรายังมีชีวิต และการมีชีวิตเราก็ต้องเดินกันต่อไป
น่ารักดี
#1 By ayumi * on 2007-02-17 14:26