Always 三丁目の夕日

posted on 04 Mar 2007 13:40 by krabirainam  in Movies

 

 

ครั้งแรกที่ผมได้รู้จักประเทศญี่ปุ่นก็เพราะภูเขาไฟฟูจิ
และเมื่อได้มาอาศัยอยู่ก็พบว่า สิ่งที่มีความสำคัญต่อการดำเนินไปของสังคมญี่ปุ่น
แท้จริงแล้วกลับกลายเป็น
"โตเกียวทาวเวอร์"
โตเกียวทาวเวอร์เริ่มสร้างหลังจากที่สงครามจบลง
เมื่อชีวิตผู้คนในประเทศกำลังจะเริ่มต้นฟื้นฟูขึ้นมาอีกครั้ง
ว่ากันว่าความบอบช้ำจากสงคราม กว่าจะเยียวยาได้ ก็ดูจะใช้เวลาเอาการอยู่
คนญี่ปุ่นมีความเข้มแข็งทางด้านจิตใจสูงทีเดียว
แม้ว่าจะได้รับผลกระทบอันหนักอึ้งจากระเบิดปรมาณูที่อเมริกาโยนลงมาให้
แต่พวกเขาก็ยังไม่ย่อท้อต่อการดำเนินไปของชีวิต
ยังคงมีความหวังที่จะสร้าง ฟื้นฟู ประเทศให้กลับมาได้อีกครั้ง


Always เล่าความเป็นไปหลังจากที่สงครามจบลง
พวกเขาเริ่มสร้างโตเกียวทาวเวอร์ เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งการเริ่มต้นใหม่
และในยุคแห่งการผลิบาน ชีวิตของผู้คนก็เริ่มจะสดใส
ความรู้สึกคล้ายกับฤดูใบไม้ผลิ ที่เหล่าดอกไม้ ใบไม้ต่างแข่งขันกันแตกกิ่ง ออกดอก
ไม่ว่าจะเป็นจิตใจของผู้คน หรือการงอกเงยของความเจริญก็ตาม
เราพบว่ามีถนนสายหนึ่งที่คอยบอกเล่าเรื่องราวของผู้คนเอาไว้ด้วย

 


 

นี่แทบจะเรียกได้ว่าเป็นหนังญี่ปุ่น ที่ผมรู้สึกว่า "นี่คือหนังญี่ปุ่น"
สเน่ห์ของหนังญี่ปุ่นก็เหมือนกับคนญี่ปุ่น เรียบง่าย แต่ลึกซึ้งทางความรู้สึก
คนญี่ปุ่นมีความละเอียดอ่อนทางด้านความรู้สึกสูงมาก
เป็นหนังญี่ปุ่นในรอบหลายปีที่ดูแล้ว รู้สึกว่า ตื้นตัน อิ่มเอมด้วยความสุข
หนังค่อยๆ เล่าเรื่องให้เราซึมซับอย่างค่อยเป็นค่อยไป
ไม่มีฉากไหนจงใจบีบน้ำตาคนดู แต่น้ำตาคุณจะค่อยๆ ไหลออกมาเองเมื่อดูจบ

ผมประทับใจใน Always มาก จนบอกไม่ถูกว่าเพราะอะไรเหมือนกัน
ดูแล้วร้องไห้ด้วยความซาบซึ้งใจ ไม่ใช่ด้วยความโศกเศร้า
เป็นหนังที่น่ารัก เหมือนกับดูการ์ตูนญี่ปุ่น มันอารมณ์เดียวกัน
เพราะนี่คือหนังที่สร้างจากการ์ตูนที่ได้รับความนิยมมากในญี่ปุ่น
มีหลายฉากที่เป็นฉากธรรมดามาก แต่ทำไมดูแล้วรู้สึกได้มากก็ไม่รู้
หรือเพราะความธรรมดานี่แหละ มันทำให้เราเข้าถึงได้ง่ายดายนัก

ความรู้สึกอีกอย่างที่ผมรู้สึกได้ เหมือนกับกำลังอ่านนิยายเรื่องยาว
ที่บรรยายบรรยากาศความรู้สึกของคนญี่ปุ่น
ความรู้สึกอบอุ่นแบบญี่ปุ่น ความคิดของคนในสังคมสมัยนั้น
ว่ากันว่าการที่จะเข้าใจคนประเทศนึงได้ดีนั้น เราควรเริ่มต้นศึกษาจากประวัติศาสตร์
การศึกษาประวัติศาสตร์ทำให้เรารู้ถึงภูมิหลังความเป็นมาของคนในประเทศ
แทบไม่อยากจะเชื่อว่าหนังเรื่องนี้ก็เป็นประวัติศาสตร์หน้าเล็กๆ ของคนญี่ปุ่น
หนังเล่าเรื่องไปอย่างละเมียดละมัย แต่ทำให้เรารู้สึกถึงแรงพลังบางอย่าง

มีหลายฉากในหนังที่เรียกน้ำตาโดยไม่รู้ตัว
ฉากนึงที่ผมรู้สึกประทับใจมาก ตอนที่อิปเปคุง กับจุนโนะสุเกะคุงไปตามหาแม่
หรือแม้กระทั่งฉากตอนที่เด็กสองคนกลับมาที่บ้าน
การพบกันของเซนตาคลอสกับจุนโนะสุเกะ และแหวนที่มองไม่เห็น
บางทีความสุขเล็กๆ อาจจะเป็นการพบกันของผู้คนบนโลกใบนี้ก็เป็นได้
ความสุขที่เราต่างหยิบยื่นให้แก่กันและกัน มันมองไม่เห็นแต่เราสัมผัสได้

คนแปลกหน้าสองคนที่ต้องมาใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างอาจารย์นักเขียน กับจุนโนะสุเกะ
หรือแม้กระทั่งการพบกันของอาจาร์นักเขียนกับสาวเจ้าของบาร์
ความงดงามของการรวมตัวกันของวาระการให้แบบครบวงจรของเจ้าของอู่ซ่อมรถ
การพบกันของเหล่าเด็กๆ ที่น่ารักน่าชัง
นอกจากจะงดงามในความรู้สึกแล้ว ภาพที่สื่อออกมาก็งดงามยิ่งนัก
ภาพโตเกียวทาวเวอร์ ที่ดูแล้วก็ทำให้ยิ่งอยากไปเห็นโตเกียวทาวเวอร์จริงๆ

 

 

ถนนสายนี้ ที่ชีวิตผู้คนเริ่มต้นไปพร้อมกับการสร้างโตเกียวทาวเวอร์
และในวันที่โตเกียวทาวเวอร์สร้างเสร็จ มันก็เปรียบเสมือนการเริ่มต้นชีวิตใหม่
สังคมใหม่ที่พวกเขาได้รังสรรค์ขึ้นมาด้วยความรัก ความเข้าใจ
ก็คงเปรียบเหมือนกับโตเกียวทาวเวอร์ที่สร้างเสร็จแล้วไม่ว่าจะกี่ปีมันก็ยังจะคงอยู่
เหมือนกับความรู้สึกของผู้คนที่มีความผูกพันกันด้วยความรักนั่นล่ะ
สังคมจะเจริญเติบโตต่อไปได้ในภายภาคหน้า ปัจจัยสำคัญคงไม่ใช่เงินเพียงอย่างเดียว
ในขณะที่สังคมเจริญรุดหน้าไป จิตใจผู้คนก็ดูจะเป็นสิ่งสำคัญที่ควรก้าวตามกันไป

เหมือนกับหนังเรื่องนี้ที่พยายามเขียนภาพสวยงามนี้ขึ้นมา
เพื่อให้เรารู้สึกได้ว่า ความสวยงามของการมีชีวิตอยู่
มันอาจจะไม่ใช่การระลึกถึงความหลัง แต่เป็นการคิดถึงอนาคต
เมื่ออนาคตในวันข้างหน้ามันยังคงสดใส เราก็ไม่จำเป็นต้องจมอยู่กับอดีต
ความเลวร้ายของสงครามไม่ได้ทำให้คนญี่ปุ่นเกลียดชังคนอเมริกามากขึ้น
แต่กลับทำให้พวกเขาเข้าใจได้ว่าการอยู่รวมกันแบบสังคมใหญ่เหมือนสังคมโลกนี้
สิ่งที่น่าจะนึกถึง คือการประณีประณอมเข้าหาซึ่งกันและกัน
สันติภาพที่คนญี่ปุ่น หรือคนในสังคมโลกฝันถึง สักวันหนึ่งมันจะเกิดขึ้นจริงได้
ไม่ใช่เพียงแค่ในหนังสือหรือในนิยายเล่มสวย
แต่มันจะบังเกิดขึ้นได้ในสักวันหนึ่งที่พวกเราช่วยกันสร้างมันขึ้นมา
สันติภาพอาจจะไม่ใช่รูปธรรมที่สามารถมองเห็นได้ แต่เรารู้สึกได้


นี่คือหนังที่ผมคิดว่าเป็นหนังญี่ปุ่นเรื่องนึงที่ดีที่สุดเท่าที่เคยดูมา
และทำให้ผมรู้อีกว่า หนังไม่จำเป็นต้องมีตัวผู้ร้าย ก็ดูสนุกได้เหมือนกัน
ถึงแม้ว่าหนังจะดำเนินเรื่องไปอย่างไม่มีพีคก็ตาม
แต่ระหว่างทางที่เราเดินไปพร้อมกับหนัง เราจะพบจุดพีคเล็กๆ มากมาย
เพราะในชีวิตมนุษย์ คงไม่ได้พบกับเรื่องพีคๆ เพียงแค่ครั้งเดียวหรอก
การมองโลกด้านบวกแบบนี้ มันทำให้เราพบความสวยงามเยอะแยะเต็มไปหมด
และความสวยงามนี้ก็จะยังคงอยู่คู่กับสังคมคนญี่ปุ่นต่อไป
เหมือนกับโตเกียวทาวเวอร์ ที่ยังคงตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางท้องฟ้าประเทศญี่ปุ่น

สักวันหนึ่งพวกเราก็แค่ฝันว่าสังคมโลก จะกลายเป็นสังคมแห่งสันติภาพได้ในสักวัน
สักวันหนึ่งที่พวกเราเลิกคิดล้มล้างมนุษย์ด้วยกัน
สักวันหนึ่งที่เรามองเห็นคุณค่าของความเป็นมนุษย์ว่ามันเท่าเทียมกัน
สักวันหนึ่งที่เราได้สร้างสันติภาพขึ้นมาในหัวใจของเรา
วันนั้นคงเป็นวันที่โลกสวยงามน่าดู
และจะประทับอยู่ในความทรงจำของมนุษย์อย่างเราๆ ตลอดไป

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

อ่าว...กะลังว่าจะเขียนเกี่ยวกะเรื่องนี้เหมือนกัน...แต่หารูปสวย ๆ ไม่ได้ เลยไม่ได้เขียน

เรื่องนี้ดูแล้วก็ร้องไห้เหมือนกันฮะ

ตอนที่ตาแว่นไล่เด็กนั่นไปอะ...
(จำชื่อไม่ได้แระ...เหงมะ...ชอบจิง ๆ นะเนี่ย...)

ดูแล้วรู้สึกดีครับ

(ว่าแต่...ผมซื้อเรื่องนี้มาพร้อมกับเรื่อง Be with you (นี่ก้อน้ำตาไหลโจ๊ก) อีกเรื่องก็ Nana (นี่สนุกแต่ไม่เสียน้ำตา) ประทับใจทั้งสามเรื่องฮะ)

#1 By Monboysama on 2007-03-07 16:36

เราว่าเป็นหนังที่ดีที่สุดของญี่ปุ่น ในรอบ...ที่ผมเคยดูหนังมาเลย

หนังมัน..." " " " สุดยอดอะ พูดได้แค่นี้

#2 By !!! L_[V]eeM :- on 2007-03-16 01:36

ชอบหนังเรื่องนี้มากเลย(ภาคแรกนะ พอดูภาค 2 แล้วไม่ชอบเลย)
ชอบตอนนั้นเหมือนกัน ที่นักเขียนโกโรโกโสวิ่งมาเจอชินโนะสุเกะที่ถนน แล้วบอกให้กลับไป อยู่กับเขาชีวิตก็ไม่ดีขึ้น บอกว่าเขาซื้อของให้เธอได้ทุกอย่าง(ไม่รู้ตอนเดียว กับคุณ monboysana รึเปล่า)
แต่ที่ชอบที่สุดก็ตอนที่
นักเขียนโกโรขอผู้หญิงคนนั้นแต่งงาน(จำชื่อไม่ได้
แฮะ)
ดููหนังเรื่องนี้ ร้องไห้แทบตาย

#3 By (202.139.223.18) on 2008-06-03 19:08