Infernal Affairs I

posted on 04 Mar 2007 01:53 by krabirainam  in Movies

 

 

นี่คือหนังฮ่องกงที่ดีที่สุดในรอบหลายปีที่ผมเคยดูมา
อาจจะเป็นคำโปรยที่ดูเกินจริงไปสักนิด
แต่นั่นมันคือความรู้สึกที่ไม่รู้จะใช้คำไหนอธิบายออกมาได้ดีกว่านี้
หลังจากที่เฝ้าสงสัยมานาน ไม่ว่าจะไปตามเวบบอร์ดหรือกระทู้เกี่ยวกับหนัง
มักจะมีใครสักคนเขียนกระทู้เกี่ยวกับหนังเรื่องนี้อยู่เสมอ
ผมสงสัยมาตลอดเวลาเลยนะ ไอ้ที่ว่าสุดยอด และเยี่ยมมากเนี่ยมันจะขนาดไหนกัน
และเมื่อไม่กี่วันมานี้ ผมก็ได้พบกับคำตอบของข้อความเหล่านั้น
ช่างเป็นหนังที่ "สุดยอด" และควรค่าแก่การ "ดู" เป็นอย่างยิ่ง

Infernal Affaris หรือในชื่อภาษาไทยก็คือ "สองคน สองคม"
ต้องบอกว่าเป็นหนังต่างประเทศเรื่องแรก ที่เปลี่ยนเป็นชื่อไทยแล้วรู้สึกว่าโดนมาก
คือถ้าไม่ใช่สองคน สองคม หรือ หักเหลี่ยม เฉือนคม แล้วมันจะไม่ได้อรรถรส
เพราะเนื้อเรื่องทั้งเรื่อง มันก็เป็นแบบชื่อหนังเลย หักเหลี่ยม เฉือนคมกันสุดๆ
ไม่รู้เหมือนกันว่า มันควรจะเรียกว่าหนังแอ็คชั่น หรือว่า ดราม่ากันแน่
เพราะเท่าที่ผมรู้สึก มันค่อนไปทางดราม่ามากกว่า
และปม หรือภูมิหลังของตัวละครมันก็ช่างซับซ้อน น่าติดตามยิ่งนัก
ไม่สามารถเดาได้ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น แต่บางคนอาจจะเดาได้ (แต่ผมเดาไม่ออก)
ชอบประเด็นการเล่าเรื่องของหนัง ชอบการแสดงของเหลียง เฉาเหว่ย
และนักแสดงทุกคนในเรื่อง แสดงดีมาก ถึงมากที่สุด

 

 

 

ยอมรับเลยว่า ที่อยากดูหนังเรื่องนี้มากๆ ไม่ใช่เพราะหลิว เต๋อ หัว
แต่เพราะว่าชอบเหลียงเฉาเหว่ย และอีกประเด็นนึงที่อยากดูเพราะTheDeparted
อยากรู้ว่าทำไมออสการ์ กล้าให้รางวัลหนังยอดเยี่ยมกับหนังรีเมก
อารมณ์ประมาณเหมือนดู ILMARE กับ THE LAKE HOUSE
คืออิลมาเร่ทำดีกว่าร้อยเท่า พอไปเป็นฮอลลี่วู้ด หนังมันก็หมดเสน่ห์บางอย่างไป
เลยอยากดูต้นฉบับฮ่องกงก่อนเพื่อไปดู The Departed ของตาลุงสกอเซซี่

ลองคิดเล่นๆ ว่าถ้าส่ง สองคน สองคมไปชิงรางวัลหนังต่างประเทศบ้างจะเป็นไง
คิดว่าจะชวดฉลู ขาล เถาะ แน่ๆ เพราะติดคำว่าเป็นหนังของเอเชีย
แต่พอตัวเองเอาไปรีเมก ลอกมาทั้งดุ้น กลับได้รางวัลหนังยอดเยี่ยม

โอ้...ออสการ์ไม่ยุติธรรม


ผมเกลียดเวทีออสการ์ เพราะไม่ยุติธรรมกับรางวัลใดใดทั้งสิ้น
ทั้งที่ "บาเบล" ทำได้ดีมากๆ แต่เพราะมันไม่ใช่เทรนของออสการ์ที่จะให้หนังแบบนี้
บาเบล ก็เลย ฉวด ฉลู ขาล เถาะ มะเมีย มะแม กันไป

ย้อนกลับมาที่สองคน สองคมกันต่อ ก่อนที่จะเลยเถิดด่าออสการ์มากไปกว่านี้
ข้อความหลังจากนี้ไป จะสปอยล์หนัง หากใครยังไม่ได้ดูกรุณาข้ามด่วน
สองคน สองคม เล่าเกี่ยวกับชีวิตของตำรวจคู่นึง คนนึงอยู่ในที่ลับ อีกคนอยู่ที่แจ้ง
และหนังก็พูดถึงการต่อสู้ หักเหลี่ยม เฉือนคม ของตัวละครสองคู่
คู่แรก หัวหน้าแก็งค์มาเฟียกับ ผ.อ ตำรวจ แห่งหน่วยสืบสวน
คู่ที่สอง พี่หลิว กับ พี่เหลียง ในสองรูปแบบ แบบดี กับแบบเลว

ว่ากันว่ามนุษย์อย่างเราๆ เกิดมาไม่ได้ดีกันร้อยเปอร์เซ็นต์ มันต้องมีผิดพลาด ด้านมืด
เหมือนที่ประโยคภาษาอังกฤษเค้าชอบเขียนกัน "Nobody Perfect"
นั่นล่ะ ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ พี่เหลียง กับ พี่หลิว แกสองคนก็ไม่หลุดจากประโยคนี้
ว่าด้วยคนสองคนที่เรียนจบโรงเรียนตำรวจมาพร้อมกัน
แต่คนสองคนกลับมีแนวทางเดินต่างกันโดยสิ้นเชิง เพราะด้วยหน้าที่บางอย่าง
ชีวิตของเรา เราเป็นผู้เลือกก็จริง แต่บางครั้งเราก็กลับกลายเป็นผู้ถูกเลือก
มันเรียกว่าโชคชะตา ว่างั้นเถอะ เพราะเราไม่ได้เลือกมันเองน่ะ


พี่เหลียงแกก็รู้ตัวดีว่า แกไม่ได้อยากเป็นตำรวจสายสืบหรอก
แต่เพราะว่าแกถูกเลือกมาให้เป็น แกก็ต้องไปทำตามหน้าที่นั้น
ส่วนพี่หลิว แกก็ก้าวหน้าในหน้าที่การงานอยู่ในกรมตำรวจฮ่องกง
ความจริงคนสองคนก็แทบจะมีหน้าที่คนละอย่างกันเลย
แต่แล้ววันนึง ไอ้โชคชะตามันก็จับให้คนสองคนมาเผชิญหน้ากันอย่างไม่มีทางเลือก
พี่หลิว แกก็ไม่ต่างไปจากพี่เหลียงเท่าไหร่
เพราะที่แกต้องมาเป็นตำรวจ ก็ด้วยเหตุผลบางอย่างนั่นเอง

 

 

ชอบการเล่าเรื่องของหนังที่หักมุมแล้ว หักมุมเล่า
ต้อนเราเข้ารก เข้าพง ให้เชื่อไปทางนึง แล้วหนังก็ปาดคอเราแล้วบอกว่าเราผิดแล้ว
ชอบหนังแบบนี้ เพราะรู้สึกว่ามันเดาไม่ได้อยู่ตลอดเวลา
ตั้งแต่วินาทีแรกที่ตกไปในโลกของหนังเรื่องนี้ ก็แทบไม่อยากลุกไปไหนเลย
แล้วตัวละครสองฝ่ายก็ช่างสูสีกันทีเดียว
แต่ผมกลับรู้สึกว่าตัว ผ.อ เอง แกดูจะด้อยกว่าเจ้าพ่อแก็งค์มาเฟียอย่างเห็นได้ชัด
นั่นก็อาจจะเป็นเพราะว่าบทในหนังเค้าจงใจให้มันเป็นแบบนั้นน่ะ

เมื่อเราเข้าใจแบบนี้แล้ว หนังมันก็สนุกขึ้นเยอะทีเดียวเชียว
แล้วเมื่อไหร่ก็ตามที่ดูหนังโดยไม่คาดหวัง หนังมันก็จะสนุกขึ้นเรื่อยๆ
ถ้าหนังเรื่องนี้ ไม่ได้พี่หลิว กับพี่เหลียงมาเล่น ก็ไม่แน่ว่าจะเฉือนกันได้ขนาดนี้มั้ย
เพราะรู้สึกว่าตัวละครสองตัวนี่กินกันไม่ลงทางการแสดงจริงๆ
สายตาของพี่เหลียง ที่เฉือนพี่หลิวบนดาดฟ้านั่น ช่างสุดยอด
และพี่หลิวแกก็ฟาดฟันพี่เหลียงด้วยคำพูด นั่นก็สุดยอดทีเดียว

เป็นการชิงไหว ชิงพริบทางการแสดงของตัวละครที่เข้มข้น
ในหนังได้ใส่อะไรที่มันเท่ห์ มามากมาย ตามสไตล์หนังฮ่องกงเลย
นี่อาจจะบอกได้ว่าหนังเรื่องนี้เหมาะสมแล้วที่เป็นหนังฮ่องกง
หนังฮ่องกงมันต้องแบบนี้เลย มันต้องเต็มไปด้วยฉากเท่ห์ๆ และคำเจ๋งๆ
มีข้อคิดอีกหลายอย่างที่รู้สึกว่าได้จากหนังเรื่องนี้
ประเด็นในหนังที่พอจะสัมผัสได้ สิ่งที่หนังต้องการจะบอกก็คือ
คนเรามันสุขกายก็จริง แต่ถ้าใจทุกข์ ก็ไม่ต่างกับตกนรกทั้งเป็น
เหมือนกับพี่หลิวนั่นล่ะ คนในสังคมเขียนไว้ว่าแกเป็นคนดี
แต่แท้ที่จริงแล้ว ความเป็นคนดีของแกมันวัดได้จากสิ่งใดกันหนอ
ในขณะเดียวกัน พี่เหลียงแกอยู่ในฟากฝั่งของคนเลว
แต่เอาไปเอามา มันก็ดูว่าจะกลับตาลปัตรกันโดยสิ้นเชิง

มีคนเลวอยู่สองประเภทในโลกที่เรามักจะพบเห็นกันได้
ไม่ว่าจะเป็นตามข่าวหน้าหนังสือพิมพ์ หรือการพบเจอด้วยตัวเอง
คนพวกแรก เลวโดยบริสุทธิ์ใจที่จะเลว ก็คือเกิดมาเพื่อเป็นคนเลว
คนอีกพวก ทุจริตในหน้าที่ คือไม่ตั้งใจเลวแต่มีเหตุผลบางอย่างส่งเสริมให้เลว
เหตุผลที่ว่าก็คือ "เงินทอง เกียรติยศ หน้าตาทางสังคม ฯลฯ"
ผมว่าคนอย่างหลังเลวกว่า เพราะเห็นแก่ตัวมากกว่าคนพวกแรก
คนพวกแรกไม่ฆ่าคนบริสุทธิ์มากมายเท่ากับคนอย่างหลัง
แต่จะว่าไป มันก็ไม่ดีทั้งสองอย่างนั่นล่ะ ถ้าเลือกได้ก็คงไม่มีใครอยากเลือก
ที่เลวกว่านั้นก็คือ รู้ทั้งรู้ว่าผิด แต่ก็ยังยินดีที่จะทำ
คนพวกนี้เลวร้ายกว่าคนสองกลุ่มที่ว่ามา เพราะรู้ตัวแต่ไม่อยากจะแก้ไข

ในสังคมบ้านเรา หรือสังคมคนในญี่ปุ่นก็ดูจะไม่ต่างกัน
เรายังมีคนที่คอยเอาเปรียบคนอื่นอยู่เสมอ
เพราะคนพวกนี้ รู้สึกว่าของทุกอย่างบนโลก เป็นสิทธิ์ที่เขาพึงจะได้รับ
แต่คนพวกนี้ก็มักจะลืมไปว่า ที่อยากได้นักหนา ตายไปก็เอาไปไม่ได้
ลาภ ยศ สรรเสริญเป็นสิ่งที่มนุษย์แสวงหาและอยากได้มันมา
แต่พระพุทธเจ้าท่านทรงตรัสไว้ว่า สิ่งเหล่านี้มันไม่จีรังยั่งยืน
เราไม่สามารถนำมันติดตัวไปยังโลกหน้าได้ มันคือของนอกกาย ตายไปทุกอย่างก็จบ

สุดท้ายไม่ว่าเราจะเป็นคนดี หรือคนเลว
ไม่ว่าเราจะสมบูรณ์หรือบกพร่อง
เรามีโอกาสเลือก เลือกที่จะทำ เลือกที่จะเป็น
ถึงแม้ว่าบางครั้งสิ่งที่เรียกว่า "โชคชะตา" มันก็กำหนดทิศทางให้เราเป็นไป
แต่เอาเข้าจริงมันก็ไม่ใช่โชคชะตาร้อยเปอร์เซ็นหรอก
มันขึ้นอยู่กับการกระทำของเราตั้งเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์แน่ะ
เหมือนกับตัวละครสองตัวที่เลือกไง เลือกว่าอยากจะทำอะไร อยากจะเป็นอะไร
บางคนเลือกที่จะเป็นคนดี ในคราบคนเลว
และบางคนก็เลือกที่จะเป็นคนเลวในคราบคนดี
แต่ที่สำคัญที่สุดก็อาจจะไม่ใช่การเลือกเพียงอย่างเดียว
สิ่งที่สำคัญที่สุด อาจจะเป็นการรู้จักแก้ไข เปลี่ยนแปลง
เมื่อเรารู้ตัวว่าเลือกมาผิดทาง แล้วเราพร้อมที่จะเปลี่ยนไปในทางที่ถูก
ดีกว่าทั้งที่รู้ว่าผิด ก็ยังดันทุรังที่จะเดินไปตามทางนั้น เพราะคิดว่าตัดสินใจแล้ว

และนี่เป็นหนังดีดีอีกเรื่องที่ผมอยากจะแนะนำให้ไปสรรหามาดู
เพราะสิ่งที่ได้นอกจากความสนุก หรรษาแล้ว
หนังเรื่องนี้ยังเต็มเปี่ยมข้อคิดมากมาย ที่เราได้รับมาโดยไม่รู้ตัวเมื่อดูจบ
"หรรษา พาเพลิน หักเหลี่ยม เฉือนคม ดูมันส์ จบสนุก"
นี่คงเป็นคำนิยามที่ผมจะให้กับหนังเรื่องนี้ มันเยี่ยมจริงๆ เล้ยยยยย

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

ชอบหนังเรื่องนี้นะ....โดยส่วนตัวแล้วน่ะ
สนุก มันส์ ได้อะไรกับไปคิด

#1 By ~~::Mew::~~ on 2007-03-04 01:59

"ขอโทษนะ..ผมเป็นตำรวจ"

ประโยคนี้...คำว่าเป็นตำรวจมันอยู่ที่ใจเเละสันดานจริงๆสินะ..

เรื่องนี้สุดยอด!!

#2 By DAROCK69 on 2007-03-04 02:13

ผิดหวังกับออสการ์ปีนี้มากครับ อายแทนสกอเซซี่จริงๆ หนังเทียบต้นฉบับไม่ได้เลย ผู้ร้ายเป็นผู้ร้าย พระเอกเป็นพระเอก ช่างแบนเสียจริง

#3 By Brawatcher on 2007-03-04 02:31

อืม ผิดหวังกับออสการ์เหมือนกัน แต่พอคิดๆไปก็ทำใจ เอาเหอะ ถือว่าเค้าให้รางวัลกับ Infernal Affairs ละกัน เพราะ The Departed นี่แทบจะสู้ไม่ได้เลย คือหนังก็ดีนะ แต่ถ้ามาเทียบกับ IA มันด้อยกว่ามากๆ ไม่มีความลุ่มลึกเหมือนต้นฉบับ (ที่สอนเรื่องกรรม) หรืออาจเป็นเพราะเราลำเอียงเข้าข้างฝั่งเอเชียก็ไม่รู้
เสียดายที่ บาเบล ไม่ได้ คงเพราะหนังมันด่าอเมริกาด้วยมั้ง

#4 By ซินนามอโรล on 2007-03-04 10:57

เป็นหนังที่โดนมากๆ อีกเรื่องนึง

ว่าจะซื้อแผ่นมาเก็บไว้เลย

แล้วได้ดู ภาค II , III รึยังคะ

#5 By *รักเร้น* on 2007-03-06 07:34