เดินทางตามสถานการณ์

posted on 08 Oct 2007 18:31 by krabirainam  in Article

 

 

 

๑.
เรื่องบางเรื่อง เรายินยอมให้มันเป็นอดีต
และบางเรื่องเราอยากให้มันยังคงเป็นปัจจุบันอยู่เสมอ
หลายครั้ง หรือแทบจะทุกครั้งที่นึกย้อนถึงช่วงเวลาบางช่วง
ความรู้สึกบางอย่าง ที่มันยังคงค้างอยู่ในหัวใจของเรา
หรือเราเรียกมันง่ายๆ ว่าความทรงจำ
บางความทรงจำ มันก็ยากที่จะลืม ยากที่จะลบหายไปจากหัวใจได้
แต่บางที เพียงเพราะแรงกระทบบางอย่าง
ก็ทำให้ความทรงจำที่เฝ้ารักษามาเนิ่นนาน จากเราไปตลอดกาล

ผมเรียกความทรงจำเหล่านั้นว่า อดีต
และอีกหลายคนยังคงเรียกขานมันว่า มันเป็นปัจจุบัน
อดีต กับ ปัจจุบัน มันต่างแค่คำเรียกขาน
ทั้งที่อดีต เมื่อก่อนก็คือ ปัจจุบัน และอีกไม่นาน ปัจจุบันก็จะกลายเป็นอดีต
อดีตบางอย่างขื่นขม แต่เป็นประสบการณ์ที่ดี
ประสบการณ์บางอย่างสนุกสนาน ก็สอนให้เรารู้จักคุณค่าของการมีชีวิต
การมีชีวิตที่จะต้องพบเจอทั้งประสบการณ์ที่ดีและไม่ดีควบคู่กันไป

 

 

 

 

เราจะสามารถผ่านความทรงจำ หรือคืนวันอันเลวร้ายไปได้ยังไง
มีคนเคยบอกผมว่า ก็มีเพื่อนที่จะจูงมือหรือดึงเราขึ้นมาจากหลุม
บ้างก็บอกว่า มีครอบครัวที่จะคอยอยู่เคียงข้างเรายามมีความทุกข์
มนุษย์อย่างผม หรืออย่างใครๆ เราก็ต่างมีประสบการณ์ที่แตกต่าง
บ้างดี บ้างร้าย บ้างแก้ไขได้ บ้างก็ได้แต่ปล่อยให้เวลาช่วยเยียวยา

ทางตัน หรือทางโค้ง ทางชัน ล้วนแล้วแต่สั่งสอนเราต่างกันไป
เวลาขึ้นเขามักจะมีป้ายบอกให้ใช้เกียร์ต่ำ
และเวลาที่เราขับทางตรงก็มีป้ายห้ามอีกว่าห้ามขับเกินความเร็วนี้
ชีวิตก็คงไม่ต่างจากการขับรถสักเท่าไหร่
มันคงต้องเป็นไปตามสถานการณ์ที่พบเจอ
เจอหลุมบ่อ ทางชัน ทางวิบาก ก็ต้องใช้ความอดทนพยายามหน่อย
พอเจอทางตรงบ้างเราก็มีโอกาสวิ่งฉิวเร่งความเร็วได้

 

 

 

ขึ้นเขาระยะทางสามกิโลเมตร
อาจจะใช้เวลายาวนานกว่าวิ่งทางตรงสามสิบกิโลเมตร
และวิ่งบนถนนลูกรัง อาจจะใช้เวลานานกว่าวิ่งบนถนนคอนกรีต
ในขณะเดียวกัน วิ่งรถในวันฝนตก ย่อมเร่งสปีดได้น้อยกว่าวันแดดออก

มนุษย์อย่างเราก็คงไม่ต่างอะไรจากนั้นมากนัก
จะต่างก็เพียงแต่ว่า มนุษย์อย่างเราไม่ใช่เครื่องจักรกล
ใช้หัวใจในการดำเนินชีวิต และมีความรู้สึกเป็นเข็มทิศนำทาง
พอเหนื่อยก็ต้องมีเวลาหยุดพักบ้าง
เพื่อสะสมแรงเอาไว้ต่อสู้กับอุปสรรคทั้งหลายที่ว่ามานั่น
เพื่อจะเปลี่ยนปัจจุบันที่เป็นอยู่ ให้กลับกลายเป็นอดีตในความทรงจำ
ว่าครั้งนึงเราก็เคยผ่านเรื่องยากๆ มาแล้ว และมันก็ง่ายนิดเดียว
เพียงแค่ เรารู้จักปรับเปลี่ยนมันไปตามสถานการณ์

 

 

 

 

 


๒.
"ซึบซาบความรู้สึกระหว่างบรรทัด"
ไม่รู้เหมือนกันว่าไปจำคำพวกนี้มาจากไหน
ในหนังสือหลายเล่มที่ผมเคยอ่าน หรือมีโอกาสได้สัมผัส
ผมว่านักเขียนบางคน บางท่าน ไม่ได้สื่อสารกับผู้อ่านตรงๆ
มักจะทิ้งประเด็นเอาไว้ให้ผู้อ่านไปนึก ไปคิดต่อเอาเอง
ระหว่างบรรทัด มันสอดแทรกความหมายแฝงบางอย่างเอาไว้

บางคนก็ชอบว่าคนสมัยใหม่ว่า "อ่านระหว่างบรรทัดไม่เป็น"
ต้องกินอะไรที่ย่อยแล้ว ไม่ย่อยแล้วกินไม่ได้
อย่างเช่นทีวี วิทยุ หรือแม้กระทั่งการ์ตูน
แต่ผมไม่เห็นด้วยนัก เพราะผมคิดว่ายุคสมัยมันกำลังเปลี่ยนไป

 

 

มันเรียกว่าเป็นการสื่อสารที่เปลี่ยนรูปแบบไปเท่านั้นเอง
บางคนอาจจะพอใจกับการอ่านระหว่างบรรทัด
แต่บางคนก็อาจจะมีความพอใจที่ได้รับสารโดยตรง
มันจะได้ถูกจริตของมนุษย์แต่ละคนไป
บางคนชอบอย่าง อีกคนก็ชอบอย่าง
เราไปตัดสินอะไรพวกนี้ไม่ได้หรอกนะครับ

ผมว่าสิ่งที่สำคัญมันอยู่ที่ว่า ผู้รับสาร ได้รับสารจากผู้ส่งสารหรือเปล่า
หนทางที่จะสื่อถึงผู้รับสารได้นั้นมันมีเยอะแยะมากมาย
หากผู้รับสาร ได้รับสารจากผู้ส่งสาร นั่นก็น่าจะเพียงพอแล้วมิใช่หรือ
เพราะบางทีการส่งสารก็จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์
ในเมื่อปัจจุบันผู้รับสาร ไม่ใช่บุคคลกลุ่มเดิมอีกต่อไปแล้ว

 

 

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

๑.
ชอบที่บอกว่า...
อดีตก็คืออดีต แต่บางคน
ยังหลงคิด...
ว่ามัน
เป็นปัจจุบัน...


๒.
- มันก็จริงเนอะ ^^ -



ชอบอ่านจังเลย ..อ่า อยากเม้นนานแล้ว ในทีสุดก็อัพบทความใหม่สักทีนะค่ะ ...^^

#1 By a.while on 2007-10-08 20:30