มหา'ลัยเหมืองแร่
posted on 12 Apr 2008 11:24 by krabirainam in Movies
ความทรงจำบางอย่าง เรายินยอมให้มันเป็นอดีต
แต่สำหรับบางความทรงจำ เราก็ยินดีที่จะให้มันเป็นปัจจุบันอยู่ในใจของเราเสมอ
หลายครั้งการเดินไปของชีวิตมนุษย์อย่างเรา
บ้างมีล้มลุก บ้างก็คลุกคลานกันไป
บางครั้งความทรงจำเหล่านั้นมันก็ทำเอาเราโงหัวขึ้นมาไม่ได้
ในหลายครา การล้มลุกเหล่านั้น ก็สั่งสอนและให้ประสบการณ์อันมีค่าต่อชีวิตเรา
สิ่งที่เราไม่สามารถหาซื้อได้ด้วยการเอาเงินทองแลกมา
ไม่สามารถรู้สึกได้ เพียงจากคำบอกเล่าจากปากใครต่อใคร
เพราะประสบการณ์อันมีค่านั้น มันเกิดขึ้นจากการผ่านกาลเวลา
ช่วงชีวิตหนึ่ง ที่เต็มไปด้วยสายน้ำตา
สายน้ำตาแห่งความสุข
และในขณะเดียวกันนั้นมันก็ถูกอัดแน่นไปด้วยความทุกข์ทรมานของเรา
แต่บางครั้งท่ามกลางความทรมานเหล่านั้น ก็ยังมีความสุขให้เราระลึกถึงอยู่เสมอ
คล้ายกับว่ามันถูกหลอมรวมเข้าไว้เป็นหนึ่งเดียว
มีหนังสืออยู่ไม่กี่เล่มในชีวิตหรอก
ทุกครั้งที่เราอ่านแล้วยังคงรู้สึกได้ถึงความสนุกเหล่านั้นอยู่ตลอด
แม้ว่าห้วงเวลามันจะผันผ่านไปเนิ่นนานเพียงใด
ครั้งแรกที่พลิกหน้ากระดาษแผ่นแรกออกอ่าน
ความรู้สึกก็ยังคงเหมือนกับเพิ่งรู้จักกันอยู่ทุกคราไป
สิ่งนั้นมันเป็นมากกว่าความทรงจำที่ฝังแน่นอยู่ในหัวใจของเรา
กลิ่นหมึกทุกตัวอักษรในหนังสือเล่มนั้น
คล้ายกับยาที่คอยบำบัดให้ชีวิตเรามันมีความสุขมากขึ้น
กับเวลาทุกวินาทีที่ละเลียดสายตาไล่อ่านตัวอักษรทุกตัวที่บีบตัวแน่น
เสมือนหนึ่งความทรงจำอันมีค่ายิ่งของเราก็ถูกอัดแน่นไว้อยู่ในนั้นด้วย
ผมว่า ...
ช่วงเวลาที่ว่านั่น เป็นสิ่งที่มีค่า และเราควรจะหวงแหนมันไว้
เพราะบางที สิ่งที่มีค่านั่นมันอาจจะเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในชีวิตของเรา
ในชีวิตเราคงมีไม่กี่ครั้งที่จะได้พบพานกับความสุขและทุกข์ไปพร้อมกัน
จะได้หัวเราะและร้องไห้ไปในเวลาเดียวกัน
จะได้พบเจอกับประสบการณ์ที่ไม่คาดคิดว่าจะได้พบเจอในชีวิต
บางทีผมก็แอบคิดเล่นๆ ว่า สิ่งเหล่านั้นเราสามารถเลือกได้
จะว่าไปมันก็เหมือนกับจะเลือกไม่ได้เลย
เราอาจจะเลือกไม่ได้ว่าจะต้องพบเจอกับประสบการณ์แบบไหน
แต่เราสามารถเลือกที่จะเดินหน้าต่อไป หรือล้มเลิกมันกลางครัน
"สิ่งใดเกิดขึ้น สิ่งนั้นย่อมดีเสมอ" ในหนังสือเล่มนึงเคยเขียนเอาไว้
บางครั้งผมก็แทบจะไม่เชื่อหรอกว่า ทุกอย่างที่เกิดขึ้นแล้วมันดีเสมอจริงหรือ
แต่เมื่อกาลเวลาที่หล่อหลอมและทดสอบความเป็นมนุษย์ มันผันผ่านเราไป
เมื่อได้กลับมานั่งย้อนคิด ระลึกถึงช่วงเวลาอันมีค่าเหล่านั้น
หรือบางครั้งเราเคยคิดว่ามันไร้ค่าก็ตามที
แต่ผมกลับเริ่มเชื่อว่า สิ่งใดเกิดขึ้น สิ่งนั้นย่อมดีเสมอ
อย่างน้อย มันก็คอยหล่อหลอมให้เรามาเป็นเราได้จนถึงทุกวันนี้
การก้าวผ่านความทรมานเหล่านั้นมาได้
มันสอนให้เราเข้าใจอะไรมากขึ้น เข้าใจผู้คนรอบข้างมากขึ้น
และที่สำคัญมากกว่าสิ่งอื่นใด มันสอนให้เรารู้จักคุณค่าของการมีชีวิตอยู่มากขึ้น
หลายครั้งที่เราคิดว่า การมีอยู่ไร้ซึ่งคุณค่า
และหลายคราที่เราเคยคิดว่า เราไม่จำเป็นต้องพบเจอกับสิ่งเหล่านั้น
ในเวลานี้ ผมคิดกลับกัน ....
ผมคิดว่าถ้าไม่มีช่วงเวลาอันโหดร้ายเหล่านั้น
บางทีเราอาจจะไม่มีโอกาสเดินมาถึงเส้นทางที่เดินอยู่ ณ ปัจจุบันได้
เพราะครั้งหนึ่งอดีตที่ข่มขืน มันก็คือปัจจุบันของอนาคตที่เรากำลังยืนอยู่
อดีตคือเหตุที่ส่งผลต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน
และเหตุในปัจจุบันก็จะส่งต่อเนื่องไปถึงอนาคตที่เรายังมองไม่เห็น
ผมคิดว่า เราสามารถกำหนดอนาคตได้ด้วยตัวเรา และด้วยน้ำมือของเรานี่เอง
ความจริงแล้วผมตั้งใจจะเขียนถึงมหาลัยเหมืองแร่ มาเนิ่นนาน
ตั้งแต่ครั้งที่ได้มีโอกาสอ่านฉบับที่เป็นหนังสือ
ผมไม่คาดคิดว่าจะมีใครสามารถจับเอาหนังสือที่อัดแน่นไปด้วยคำประพันธ์สวยๆ
สามารถบอกเล่า และจินตนาการเป็นภาพเองได้ มาทำเป็นหนังได้สวยงามขนาดนี้
และนี่เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ผมรู้สึกว่า
มหาลัยเหมืองแร่ นอกจากจะเป็นหนังสือที่ถ้าเรามีโอกาสก็น่าจะอ่าน
ในขณะเดียวกัน ถ้าเรามีเวลาว่างเราก็น่าจะดู
การเดินทางตามอาจินต์ไป ในเหมืองกระโสม
เวลาสี่ปีในมหาวิทยาลัยชีวิต ที่เต็มไปด้วยประสบการณ์มากมาย
บางครั้งเราอาจจะไม่สามารถซื้อหา หรือพบเจอได้ในรั้วมหาวิทยาลัย
เรื่องบางเรื่องในตำราไม่ได้บันทึกเอาไว้
และเรื่องบางเรื่องมันต้องพบเจอเองกับตัว แล้วเราจะรู้สึกได้ถึงมัน
การเดินทางสี่ปีในเหมืองแร่ สอนสั่งความเป็นมนุษย์ให้กับอาจินต์
ให้กำลังใจ ให้ความเข้มแข็ง และให้ความเข้าใจในชีวิต
หลายครั้งเราก็มีครูเป็นผู้คน เป็นธรรมชาติ เป็นสังคมที่รายล้อมตัวเราเอาไว้
ผมว่ามนุษย์อยู่ใกล้ความลำบากมาก จะเข้าใจมนุษย์ด้วยกันได้ดี
แทบจะไม่แปลกใจนัก ถ้าจะบอกว่าถ้าอยากได้เพื่อนแท้ให้ไปหาในกองทุกข์
การกระโดดเข้าไปในกองทุกข์ อาจจะทำให้เราเจ็บปวด
แต่บางทีใครจะรู้บ้างว่า
มันอาจจะทำให้เราพบเจอกับความสุขได้อย่างง่ายดายและน่าเหลือเชื่อ
เวลาสี่ปีในเหมืองแร่ หรือในมหาวิทยาลัยอาจจะยังไม่เพียงพอ
ไม่เพียงพอสำหรับการเรียนรู้ และไม่มากพอที่จะหยุดมันเอาไว้เพียงแค่สี่ปี
เรามีเวลาเพื่อเรียนรู้ และการเรียนรู้ก็ดูเหมือนกับว่าไม่มีวันจบสิ้น
เมื่อเราเดินมาสิ้นสุดที่ถนนสายใดสายหนึ่ง มันก็ไม่ได้แปลว่าเราควรหยุดมันไว้เท่านั้น
ในเมื่อชีวิตคือการเดินทาง และในขณะเดียวกันเราก็ท่องเที่ยวไปกับมัน
เมื่อการเดินทาง สั่งสอนให้เราเติบโตขึ้น
เราก็ไม่เห็นจำเป็นที่ต้องหยุดเดิน
เพราะผมเชื่อว่า มนุษย์อย่างเรานอกจากเกิดมาเพื่อเรียนรู้และค้นหาแล้ว
เรายังเกิดมาเพื่อเดินทาง และการเดินทางก็คงไม่มีวันสิ้นสุด
เราก็ยังคงต้องเดินกันต่อไป ....