แฮปปี้เบิร์ธเดย์

posted on 24 May 2009 15:45 by krabirainam

 

 

 

 

 

ถ้าหากความรักคือการครอบครอง
ความรักคงเป็นเพียงรูปร่างของ "ความทุกข์" ที่มันจะเกาะกินหัวใจเราไปตลอดกาล




ความจริงแล้ว ผมเพิ่งได้มีโอกาสดูแฮปปี้เบิร์ธเดย์เมื่อไม่นานมานี้เอง
ปกติก่อนดูหนัง ผมจะพยายามขจัดอคิตที่มีต่อหนังให้ออกไปก่อน
โดยการไม่อ่านสปอยล์ก่อนเพื่อไม่ให้เสียอรรถรสในการรับชมมากเสียจนเกินไป
จะว่าไปแล้วคราวนี้ก็เหมือนกับคราวก่อนๆ ที่ผมไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับแฮปปี้เบิร์ธเดย์
ความสัมพันธ์ของผมกับหนังเรื่องนี้จึงเป็นศูนย์

 

 

 

 

 

 

ช่วงครึ่งแรกของหนังผมยอมรับว่าผู้กำกับปูเรื่องมาดี
ไม่ว่าจะเป็นการพบกันโดยบังเอิญจากความมือบอนของเต็นและเภา
หรือการเดินทางไปของความรักของคนทั้งคู่ที่ทำให้เรารู้ว่าความรักมันเปลี่ยนโลกได้จริงๆ
นอกจากนั้นหนังยังทำให้ผมรู้สึกว่าประเทศไทยของเรา "สวยมาก"
และประเทศไทย ไม่ไปไม่รู้จริงๆ นั่นแหละครับ :D




สำหรับผมแล้วการปูเรื่องมาให้คนดูรู้สึกว่าทุกอย่างมันสดใสในตอนแรก
และหนังก็มาเปลี่ยนอารมณ์คนดูกระทันหัน โดยให้เภาถูกรถชนในวันเกิดของเต็น
แล้ว จู่ๆ โลกก็มืดมิดทันที หลังจากนั้นหนังก็พาคนดูอย่างเราด่ำดิ่งลงไปในโลกของความทุกข์
มันทำให้คนดูช็อคและอึ้งจนแทบตั้งตัวไม่ทัน
มันเป็นข้อดีอย่างหนึ่งที่ผู้กำกับรู้จักที่จะเล่นกับอารมณ์ความรู้สึกของคนดู
ทำให้คนดูอยากรู้ต่อไปว่าจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนี้บ้าง

 

 

 

 

 

 

 

หนังในครึ่งแรกทำให้เรารู้สึกว่าคนสองคนรักกันก็จริง
แต่คงไม่มากพอที่จะทำให้คนดูเชื่อได้ว่าเต็นจะยอมเสียสละทุกอย่างได้เพื่อเภาในครึ่งหลังของเรื่อง


จะว่าไปแล้ว ผมรู้สึกว่าตัวเต็นเองก็ยังสับสนในรักครั้งนี้
แท้จริงแล้วเต็นทำทุกอย่างเพื่อความรัก หรือเพื่อรักษาสัญญาที่เคยให้ไว้กับเภากันแน่

 

 

 

 

 

หนังในช่วงหลังหลุดจากพื้นฐานความเป็นจริงไปเรื่อยๆ
เหมือนกับพาคนดูออกจากโลกความเป็นจริงไปมาก
ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงแล้วหลังจากประสบอุบัติเหตุครั้งนั้น เภาก็ไม่อาจจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมอีกแล้ว
ในเมื่อเธอกลายเป็นเจ้าหญิงนิทราที่อยู่ได้ด้วยการหล่อเลี้ยงของสายออกซิเจน
จะว่าไปเธอก็เหมือนกับมนุษย์ที่ตายแล้วและไม่สามารถกลับมามีลมหายใจได้ใหม่


ไม่ว่าจะด้วยอะไรก็ตาม การที่เรารู้สึกรักและอยากจะครอบครองไว้
มันทำให้มนุษย์อย่างเราเป็นทุกข์ ทุกข์จนลืมโลกของความเป็นจริงไปเสียหมด
และเต็นคงไม่ต่างอะไรไปจากนั้น ...

 

 

 

 

 

 

 

การที่เต็นยอมเสียสละทุกอย่างเพื่อ "รั้ง" คนที่ "รัก" ไว้ให้อยู่กับตัวเอง
ผมว่ามันเป็นความทุกข์อย่างหนึ่ง ทุกข์ที่เราไม่กล้าเผชิญกับโลกของความจริง
เพียงเพราะเชื่อว่าสักวันหนึ่งคนรักของเราที่ตายแล้วจะฟื้นกลับคืนมาอีกครั้ง
ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วมันไม่มีทางแล้วก็ตาม


ถ้าถามว่าเภาจะกลับมาอยู่กับเต็นอีกไหม?
ผมว่าคงไม่มีทางแล้ว เพราะว่าสมองของเภาตายไปแล้ว และเภาก็ตายไปแล้ว
ในฉากที่เภาในจินตนาการมานั่งคุยกับเต็นและบอกกับเต็นว่า  "เภาตายแล้ว"
เหมือนกับเภากับลังจะบอกกับเต็นอีกนั่นแหละว่าเธอปล่อยฉันไปเถอะ



แต่เต็นก็เลือกที่จะรั้งเธอต่อไป..

ผมว่าความรักที่เราอยากครอบครองไว้ มันทำให้เราเป็นทุกข์
ทุกข์ที่ลืมไม่ได้ และไม่กล้าปล่อยให้มันหลุดลอยออกจากมือเราไป

 

 

 

เวลามนุษย์พบเจอกับความทุกข์จะเลือกทำอยู่สามอย่าง
อย่างแรกคือเลือกที่จมดิ่งไปกับมัน
อย่างที่สองคือเลือกที่จะเชื่อว่าทุกอย่างมันจะดีขึ้น
หรืออย่างที่สาม เลือกที่จะหนี โดยการไม่เชื่อในความจริงที่กำลังเกิดขึ้น

ผมว่าความรักของเต็นที่มีต่อเภาคงเป็นแบบที่สาม
เพราะเต็นหวังว่า "รัก" ของเขาจะทำให้ "เภา" ฟื้นกลับคืนมา
ทั้งๆ ที่ในโลกของความเป็นจริง "มันไม่มีทาง"
นัยว่าเต็นกำลังหนีออกจากโลกความเป็นจริงไปทุกที

 

 

 

 

ผมว่าหนังเกือบจะดีแล้ว
ถ้าปล่อยให้จบไปในฉากที่พ่อกับแม่ของเภาเลือกที่จะถอดสายออกซิเจนออก
และปล่อยให้คนดูอื้ออึ้งกับความรู้สึกทุกข์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกนั้น
แต่ผมกลับพบว่าผู้กำกับเลือกที่จะจบตามใจตัวเองมากกว่า

การยืดเรื่องออกไปจนถึงตอนแก่และเภายังมีชีวิตอยู่
มันทำให้ผมรู้สึกว่าสิ่งที่ผู้กำกับปูมาทั้งหมดของเรื่องมันขัดกันมาก
ไม่ว่าจะด้วยหลักเหตุผล หรือโลกความจริงที่เป็นอยู่
ถึงแม้ผู้กำกับจะบอกว่าที่เป็นอยู่ของเขาและเธอมันคือโลกแห่งความฝันก็เถอะ
และการที่เลือกให้เภากลับมามีชีวิตได้อีกครั้งในตอนจบ
มันทำให้ผมรู้สึกว่าหนังหลุดโลกไปเยอะพอสมควร

 

 

 

 

ถึงแม้ว่าจะมีข้อเสียบ้างประปราย แต่มันก็ไม่ได้แปลว่าหนังไม่ดี
มันยังคงมีอะไรบางอย่างในหนังที่เราพอจะสัมผัสได้บ้าง
ถ้าตัดประเด็นที่ไม่สมเหตุสมผลข้างต้นนั้นออกไป
แฮปปี้เบิร์ธเดย์น่าจะเป็นหนังรักสะเทือนใจดีดีอีกเรื่องหนึ่ง
ที่น่ารัก สะเทือนใจ และน่าจดจำ ...

 

 

 

สรุป 

 

ในเมื่อรักคือ "การครอบครอง"
ความรัก ก็ทำให้มนุษย์เราเป็นทุกข์

เมื่อไหร่ก็ตามที่เรายอมปล่อยให้ "รัก" ดำเนินไปในหนทางของมัน
ผมว่าบางที "รัก" อาจจะ "น่าจดจำ" มากกว่านี้ ...

 

 

 

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

สำหรับผมหลังจากที่ดูมาหลายเดือน พอนึกย้อนกลับไป มักจะคิดว่าหนังจบไปตั้งแต่ตอนดึงสายแล้วล่ะครับbig smile(เพื่อความรู้สึกดีๆกับแง่คิดบางอย่างที่ได้จากหนังเรื่องนี้) ฉากจบนั่น...ผมคิดซะว่าเป็นความเพ้อฝันในช่วงบั้นปลายชีวิตของเต็น confused smile

ปล.เห็นด้วยนะครับว่าหนังเรื่องนี้มีอะไรบางอย่างที่น่าสนใจ เพราะผมยังชอบบางประเด็นที่สัมผัสได้จากในหนัง big smile

#1 By SkyKiD on 2009-05-24 17:06